ReadyPlanet.com
dot dot
dot
สิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิต
dot
bulletหน้าหลัก
bulletO3-O2 เพื่อคุณภาพชีวิต.....
bulletVDO Clip water&ozone...
bulletVDO โอโซนล้างผัก-ผลไม้...
bulletVDO โอโซนกับกล้วยหอม...
bulletVDO โอโซนกับระบบฟาร์ม...
bulletVDO ทดสอบโอโซนในน้ำ..
bulletโอโซนกับข้อสงสัย..
bullet น้ำดื่มโอโซนประปา
bulletใบรับรองคุณภาพ-ผลงาน
dot
สุขภาพพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิต
dot
bulletวิธีแก้ไข-ป้องกัน46โรค..
bulletดูแลสุขภาพ แก้ไขภูมิแพ้.......
bulletรู้จริงโรคหัวใจกับหมอระพี..
bulletนาโนเทคโนโลยีเบื้องต้น...
bulletสรรพคุณสมุนไพรไทย...
bulletฝึกสมาธิสร้างพลังจิต..
bulletสุขภาพใจกับวัดธรรมมงคล..
bulletวิธีฝึกฤาษีดัดตน....
bulletท่องเที่ยวกับบัตรทองMG
dot
วิธีการสั่งซื้อ และ ราคาสินค้า...
dot
bulletราคาสินค้าสิ่งแวดล้อม..
bulletราคาถังน้ำร้อน PAC...
bulletราคาเครื่องน้ำโอโซนซักผ้า
bulletHeatPump Hotel/Spa..
bulletราคาHeat Pumpสระว่ายน้ำ..
dot
ลดค่าไฟฟ้าได้น้าร้อนฟรีๆ.....
dot
bulletRecovery water Heater..
bulletPAC น้ำร้อนฟรีจากแอร์..
bulletระบบน้ำร้อน-น้ำเย็น..
bulletรู้ค่าพลังงานดร.เจิมศักดิ์
bulletความรู้พื้นฐานHeatPump..
bulletผลการทดสอบถัง PAC
dot
อนุรักษ์พลังงาน/ สิ่งแวดล้อม...
dot
bulletแนะการอนุรักษ์พลังงาน
bulletแบบสำรวจด้านสิ่งแวดล้อม....
bulletแนวทางsaveพลังงาน..
bulletการคิดอัตราค่าไฟฟ้า...
bulletสนับสนุนอนุรักษ์พลังงาน
bulletชุดแอร์น้ำร้อนฟรีลดไฟ20%
bulletPACKleanสเปรย์ล้างแอร์..
bulletBIOGasจากเศษอาหาร...
bulletแก้น้ำเสียNanoNana#7
bulletปุ๋ยชีวภาพNanoNana#2
bulletหัวเชื้อproNanoNana#3
dot
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพันธมิตร....
dot
bulletท่อน้ำร้อน PP-R & ราคา..
bulletHeat Exchanger - USA
bulletแผ่นแลกเปลี่ยนความร้อน....
bulletอุปกรณ์ควบคุมระบบ Dixell
bulletระบบบำบัดน้ำเสียด้วยไฟฟ้า
bulletอุปกรณ์แก้น้ำตะกรัน+สนิม
bulletเตาเผาขยะชุมชน-ติดเชื้อ
bulletอุตสาหกรรมอลูมิเนียม...
bulletผู้ผลิตอลูมิเนียมรายใหญ่...
bulletInnovation of Wood Floor
dot
ธูปหอมไม้กฤษณา/ไผ่ทองสยาม
dot
bulletธูปหอมไม้กฤษณาแท้100%..
bulletไผ่ทองสยามพืชเศรษฐกิจ
bulletนวัตกรรมกำจัดขยะ24ช.ม
dot
หนังสือพิมพ์..ข่าวสาร..เพลง..
dot
bulletน.ส.พ ไทยรัฐ....
bulletน.ส.พ เดลินิวส์....
bulletน.ส.พ ผู้จัดการออนไลส์....
bulletน.ส.พ ข่าวสด....
bulletน.ส.พ คม ชัด ลึก ....
bulletน.ส.พ มติชนรายวัน...
bulletน.ส.พ บางกอกโพสต์...
bulletน.ส.พ ฐานเศรษฐกิจ....
bulletน.ส.พ เดอะเนชั่น...
bulletเพลินเพลงสุนทราภรณ์..
dot
ตารางการบิน / รถไฟ / รถ บขส. ...
dot
bulletไทยอินเตอร์...
bulletนกแอร์....
bulletแอร์เอเซีย.....
bulletรถไฟไทย....
bulletรถไฟฟ้า BTS...
bulletรถไฟฟ้าใต้ดิน
bulletรถ บขส. .......
bulletฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ..
bulletหน่วยงานราชการ.....
dot
การศึกษา / สมาคมฯ.
dot
bulletสมาคมวิศวะสิ่งแวดล้อมฯ
bulletสมาคมส่งเสริม ฯ ไทย - ญี่ปุ่น
bulletสถาบันการศึกษา.......
bulletบัณฑิตวิทยาลัยร่วม....
bulletม.พุทธโลก...
bulletม.จุฬา.....
bulletม.ธรรมศาสตร์....
bulletม.เกษตรศาสตร์...
bulletม.พระจอมเกล้า บางมด...


Travel in Thai National Parks
bacteria & virus killer
Air clean in room
Travel through out kingdom by modernbistour


สรรพคุณสมุนไพรไทย...
สมุนไพรไทย ทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา ยุโรป รับซื้อเหมาทั้งหมด
ตั้งเป้า 10 ล้านไร่ ทั่วประเทศ 

Kitchen Thai in USA = Center,Distributor/Cargo/Super market
  • Thai Herb
  • Organic food : Jusmine Rice / Vegetables/Fruit/Seafood ,Etc. (Green product)
  • OTOP---Thailand
  • Furniture wood 
  • Home decoration
  • Earthenware
  • Hand make
  • Etc.

หลัง Go Green ___Grand Opening / Plantation+ Model completed.... 

หมวดอักษร ก.

หมวดอักษร ข.

หมวดอักษร ช.

หมวดอักษร ด.

หมวดอักษร ต.

หมวดอักษร ท.

หมวดอักษร บ.

หมวดอักษร ป.

หมวดอักษร ผ.

หมวดอักษร พ.

หมวดอักษร ฟ.

หมวดอักษร ม.

 
**สรรพคุณสมุนไพรไทยแท้
วัตถุดิบมาตรฐานเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า...
 
 
 
1. กล้วยดิบ         -        รักษาแผลในกระเพาะ และ ทางเดินอาหาร แก้ท้อง
                                  เสีย เคลือบกระเพาะ ป้องกันกระเพาะ   
2. ขมิ้นชัน           -        รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และ ลำใส้ แก้ท้องเสีย
                                  ท้องขึ้น อืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แก้โรคกระเพาะ ลด
                                  การอักเสบในกระเพาะ แก้ผื่นคัน บำรุงตับ เพิ่มน้ำดี
3. ทองพันชั่ง       -        รักษาโรคผิวหนังผื่นคัน พุพอง แก้ปวดกระดูก
                                  น้ำเหลืองเสีย
4. กะเม็ง             -        บำรุงโลหิต ห้ามเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ขับพิษร้อน
                                  ภายใน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคไต
                                  ตับ ไอมาก แก้หอบหืด ดีซ่าน ปวดเมื่อยตามร่างกาย
5.  ดีบัว                -       บำรุงหัวใจ ดับพิษร้อนในทรวงอก ขยายหลอดเลือด
                                   หัวใจ แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงสายตา-กำลัง ช่วย
                                  ให้นอนหลับสนิท
6.  หญ้าลูกใต้ใบ   -       แก้ไข้ ลดความร้อน แก้พิษตานซาง แก้ดีซ่าน ไวรัส
                                 ตับอักเสบ ริดสีดวง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ โรคติด
                                 เชื้อทางปัสสาวะ แก้ปวดหลัง ปวดเอว นิ่วในไต
                                 บรรเทาเบาหวาน 
7.  สาหร่ายเกลียวทอง - มีโปรตีน วิตามินเกลือแร่ และ คุณค่าทางอาหารสูง
                                ช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง เป็นอาหารเสริมให้อาการ
                                ของโรคเรื้อรังบรรเทา  เช่นเบาหวาน ความดันโลหิต 
                                สูง ปวดหัวข้างเดียว กระเพาะอักเสบ ตับอักเสบ โรค
                                หัวใจ ไขมันในเลือด ปวดหัวเข่า ปวดข้อ ปวดหลัง
                                ปวดเอว ปวดเมื่อยตามร่างกาย                     
8. ว่านชักมดลูก    -       รักษามดลูกพิการ ปวดมดลูก ปวดรอบเดือน ใส้เลื่อน
                                มดลูกหย่อน ริดสีดวงทวาร ป้องกันมะเร็ง
9.  ฟ้าทะลายโจร   -       แก้ไข้ แก้ไอ เจ็บคอ ไซนัส ต่อมทอลซิลอักเสบ
                                 หลอดลมอักเสบ ภูมิแพ้ แก้ร้อนใน โรคติดเชื้อใน
                                 กระเพาะ บิด ท้องเสีย ลดน้ำตาลในเลือด
10. ส้มแขก            -     ช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ยับยั้งการสร้างไขมัน
                                 ส่วนเกิน เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ให้วิตามินซี-
                                 สร้างเสริมแคลเซี่ยมให้ร่างกาย
11. มะขามแขก        -    ช่วยการขับถ่าย เป็นยาระบาย
12. ใบส้มป่อย          -   ช่วยการขับถ่าย  ลดไขมันในร่างกาย  
13. กระเทียมสด       -    ให้วิตามินบี 1 ช่วยระบบประสาท และ สมอง
                                 ทำงานดีขึ้น ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน
                                 ในร่างกาย  ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด
                                 ลดความดันโลหิต และ เบาหวาน
                                                                                                                                             17. 14.สบู่เลือด             -    บำรุงกำลังให้แข็งแรง แก้โลหิตเป็นพิษ ผอม
                                  แห้งแรงน้อย โรคเบาหวาน โลหิตจาง ปวดศรี
                                  ษะ ปรับความดัน โลหิตให้เป็นปรกติ ช่วยปรับ
                                  ร่างกายให้เป็นหนุ่ม-สาวขึ้น ลดสิวฝ้า ด่างดำ
                                  เป็นยาอายุวัฒนะ                        
15. ขิงแดง               -   แก้หวัด หอบหืด ไอ ขับเสมหะ หายใจคล่อง
                                  ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้
                                 อาเจียน แก้บิดช่วยย่อยไขมันเจริญอากาศธาติ
16.พริกไท               - ลดความอ้วย สลายไขมัน ช่วยความจำ แก้
                                 ปวดท้องรอบเดือน บำรุงธาติ ช่วยโลหิตไหล
                                  เวียนดีขึ้น  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ..
17.กระเจี๊ยบแดง       -  แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ มีแคลเซียม
                                  บำรุงกระดูกและฟัน มีวิตามินซีส้างภูมิต้าน
                                  ทานโรค ลดไขมันในเลือด 
18.ขี้เหล็ก                - คลายเครียด ลดวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับดี
                                  บำรุงโลหิต ขับปัสสาวะ แก้ท้องผูก มีวิตามิน
                                  เอ และ ซีสูง บำรุงธาติ...
19.หญ้าหนวดแมว    -  ขับปัสสาวะ รักษาไต ลดเบาหวาน-ความดัน
                                  โลหิต แก้ปวดหลัง ปวดเอว ขับกรดยูริค...
20.เพชรสังฆาต        - แก้ริดสีดวงทวาร ทำให้ฝ่อได้ ไล่ลมในลำไส้ 
                                  กินต่อเนื่องทำให้ริดสีดวงฝ่อได้
21.เถาวัลย์เปรียง      - ถ่ายเส้น ถ่ายกษัย แก้เส้นตึง เส้นขอด เหน็บ
                                 ชา ถ่ายเสมหะ แก้ปวดเมื่อย ซูบผอม บำรุงฯ
22. เหงือกปลาหมอ  - แก้หวัด แพ้อากาศ แก้หืดหอบ ปวดเมื่อย 
                                 ปวดข้อ นอนไม่หลับ บำรุงร่างกาย แก้ผิว
                                  หนังผื่นคัน แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย   
23. มะระขี้นก                 -  แก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา มีไวตามิน
                                          เอ และ ซี สูง ช่วยสร้างภูมิต้านทาน แก้อาการม้าม และ
                                          ตับ พิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงกำลัง เจริญอาหาร
24. ดอกคำฝอย               -  ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันการอุด
                                         ตันในเส้นเลือด บำรุงโลหิต - หัวใจ - ประสาท 
25. กระชายแดง                          -  รักษาแผลในปาก แก้ปวดเมื่อย แก้บิด ท้องอืดเฟ้อ บำรุงกำลัง ทำให้กระชุ่ม
                                                       กระชวย และ อารมณ์ดี
26 หัวบุก                                     -  ลดความอ้วน ดูดซับไขมันส่วนเกิน ลดไขมันในเส้นเลือด ดูดขับสารพิษ
                                                       ให้กากใยอาหารสูง ระบายดี เป็นอาหารบำรุงระยะพักฟื้น-เบาหวาน   
27.พริกไท-เหงือกปลาหมอ           - ขับลมบำรุงธาติ แก้คัน บรรเทาเบาหวาน ลดน้ำตาล บำรุงร่างกายให้แข็งแรง
28.บอระเพ็ด                                - แก้ไขบำรุงน้ำดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้เหนือ ไข้กาฬ แก้ร้อนใน ปรับน้ำ
                                                      หนัก ป้องกันผมหงอกก่อนวัย รักษาเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด เป็นยาบำรุง
29.ว่านทองคำ                              - ลดการอักเสบของสิว ช่วยลบรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว บำรุงผิวพรรณให้
                                                      นวลเนียน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ระบายดี  
30.รางจืด                                     - ถอนพิษเมาเบื่อต่างๆ ขับสารพิษในร่างกาย แก้พิษสุราเรื้อรัง เมาค้าง แก้พิษ
                                                       จากสารเคมี แก้แพ้ยาต่างๆ ภูมิแพ้ผื่นคันเนื่องจากอาหารเป็นพิษ
31.มะตูม                                      - ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร ขับลม บำรุงธาติ แก้กระหายน้ำ ขับกรดยูริค
                                                       ลดอาการเก๊าท์ แก้อ่อนเพลีย บำรุงร่างกาย ปรับธาติ ปรับระบบขับถ่าย...
32.ใบแป๊ะก๊วย                               - ช่วยปรับระบบหมุนเวียนโลหิต ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดทำให้เส้น
                                                        เลือดไม่อุดตัน ป้องกันความจำเสื่อม-จำดี แก้ไมเกรน เซลล์ประสาท-หัวใจ 
33.เห็ดหลินจือ                               - ช่วยบำรุงสุขภาพ บำรุงสมอง รักษาโรคหัวใจ เบาหวาน ภูมิแพ้ เป็นหวัด
                                                        สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันมะเร็ง ปรับความดันโลหิต เป็นยาอายุวัฒนะ 
34.หัวแห้วหมู                                - บำรุงธาติ ขับลม แก้ปวดท้องจากการเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบ
                                                         แก้อาเจียร  บำรุงกำลัง
35.ไพล                                          - แก้ฟกบวม แก้ปวดท้อง จุกเสียด แก้ท้องอืด แก้ท้องผูก รักษาโรคหอบหืด
36.หนุมานประสานกาย                   - แก้ช้ำใน แก้หวัด แพ้อากาศ หืดหอบ ไอเรื้อรัง หลอดลมอักเสบ เส้นเลือด
                                                        ในสมองอุดตัน
37.หญ้าดอกขาว                             - แก้ไข้หวัด ไอหอบ ดีซ่าน แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน หลอดลมอักเสบ โรคกระ
                                                         เพาะ ลดน้ำตาล รักษาแผลเบาหวาน แก้เหน็บชา ปวดเมื่อย ปวดหลัง-เอว
                                                         แก้อ่อนเพลีย ทำให้เบื่อบุหรี่ 
38.เถาเอนอ่อน                                 - บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้เส้นตึง ขัดยอก เอ็นพิการ และ ช่วยคลายเส้น
40.กวาวเครือขาว                            - บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง เพิ่มทรวงอก บำรุงสาย
                                                          ตา เป็นยาอายุวัฒนะ เหมาะมากกับสตรีวัยทอง หรือ ที่บกพร่องฮอรืโมน
41.กวาวเครือแดง                            - เหมาะมากกับเพศชายที่ต้องการบำรุกำลัง ร่างกาย สายตา
                                                         ป้องกันผมหงอกก่อนวัย เสริม สมรรถภาพทางเพศ เป็นยาอายุวัฒนะ
42. เบญจโลกวิเชียร                         - แก้ไข้ แก้พิษ ไข้กาฬเริม งูสวัสดิ์ ถอนพิษสำแดง แก้ไข้ดีและโลหิต ขับพิษ
                                                         ทุกชนิดภายในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ไม่ให้บกพร่อง ป้องกันโรคแทรก
43. ยาหอมพรสวรรค์                      - แก้ลมวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น บำรุงกำลัง สมอง หัวใจ แก้ลม
                                                         พิษ แน่นในอก จุกเสียด แน่นเฟ้อ..........
 

44.กระชาย

       ชื่อสามัญ / ชื่ออังกฤษ    Boesenbergia

       ชื่อวิทยาศาสตร์    Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltro

       วงศ์     Zinggiberaceae

       ชื่ออื่น / ชื่อท้องถิ่น    กะแอน ระแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม)

       ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพ)

       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          กระชายเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียวยาว อวบน้ำ
       ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือ
       น้ำตาลแกมส้ม กระชายมีอยู่สามชนิด คือ กระชายเหลือง กระชายดำ
       และกระชายแดง แต่คนนิยมให้กระชายเหลืองมากกว่าชนิดอื่น
       ใบกระชายเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน สีค่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่
       ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน
       ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้ง
       นิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว

       สารสำคัญที่พบ

       รากและเหง้าของกระชายมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบไปด้วยสารไพนีน (Pinene)

       แคมฟีน (Camphene) เมอร์ซีน (Myrcene)

       ไลโมนีน (Limonene) บอร์นีออล (Borneol) และการบูร (Camphor) เป็นต้น

       สรรพคุณ

           กระชายมีรสเผ็ดร้อน สารสำคัญในรากและเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้ง
       การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
       ช่วยเจริญอาหารและแก้โรคในช่องปาก และเป็นยาอายุวัฒนะ

 

   ลักษณะ    :    คล้ายกับกระชายธรรมดา แต่ใบใหญ่และมีสีเขียวเข้มกว่า   
                                    กาบใบมีสีแดงเจือจางเล็กน้อย  และหนาอวบ หัวคล้ายหัวกระชาย
                                    แต่มีขนาดใหญ่กว่า  และเนื้อในไม่เหมือนกันบางทีเป็นสีขาว 
                                    สีดั่งผลหว้าไปจนถึงสีน้ำเงินอ่อนและสีดำ
                                    ส่วนดอกออกตากยอดช่อละหนึ่งดอก  มีใบพี่เลี้ยงที่ช่อดอก 
                                    ริมปากดอกสีขาว  เส้าเกสรสีม่วง  เกสรสีเหลือ


              
              ประโยชน์    :   เป็นยาอายุวัฒนชั้นหนึ่งและให้ผลทางอยู่ยงคงกะพัน  
                                   เมื่อนำหัวว่านมาโขลกให้ละเอียดคลุกน้ำผึ้งกิน
                                   เช้า , ค่ำ  จะทำให้อายุยืนมีพลังกล้าอยู่เสมอ 
                                   หากผสมหัวที่โขลกละเอียดนี้กับน้ำหรือสุรา 
                                   ให้สรรพคุณทางยาแก้โรคบิดและป่วงทุกชนิด   
                                   ให้กวาดแก้ตาลทรางในโรคของเด็กได้อีกประการหนึ่งด้วย

45.ขมิ้น

        ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa Linn. วงศ์ ZINGIBERACEAE 
           
        ชื่อท้องถิ่น :
ขมิ้น (ทั่วไป)
                          ขมิ้นป่า ขมิ้นทอง ขมิ้นดี ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว(เชียงใหม่)
                          ขี้หมิ้น หมิ้น (ใต้) ตายอ (กะเหรียงกำแพงเพชร)
                          สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

            
         ลักษณะ
 
                          ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 30-90ซม.เหง้าใต้ดินส่วนตรงกลาง
                          มีขนาดใหญ่รูปไข่ มีแขนงรูปทรงกระบอก แตกออกด้านข้าง 2ด้าน
                          ตรงข้ามกันคล้ายนิ้วมือเนื้อในเหง้าสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นเฉพาะ
                          ใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้า เรียงเป็นวงซ้อนทับกัน รูปใบหอก
                          กว้าง 12-15ซม.ยาว 30-40ซม.ดอกช่อ แทงออกจากเหง้า
                          แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบรูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน
                          ใบประดับสีเขียวอ่อน หรือสีนวล บานครั้งละ 3-4 ดอก
                          ผลเป็นผลแห้ง รูปกลม มี 3 พู


         สารสำคัญ

                          มีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 3-4%และ เคอร์คิวมิน (Curcumin)
                         ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า bis-(4-hydroxy-3-methoxycinnamoyl)
                         -methane, sodium curcuminate
                         ฤทธิ์แก้ท้องอืดเกิดจากน้ำมันหอมระเหย เคอร์คิวมิน และสารอื่นๆ อีกหลายชนิด
                         พบว่า เคอร์คิวมิน มีฤทธิ์ ยับยั้งการเจริญเติบโต
                         และลดการใช้กลูโคสของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ จึงลดการเกิดก๊าซลงด้วย
                         พบว่า เคอร์คิวมิน และ p-tolyl methyl-carbinol
                         สามารถเพิ่ทเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร และขับน้ำดี และ เคอร์คิวมิน
                         น่าจะป็นสารออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่ง secretin และ gastrin
                         ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้มี การหลั่งน้ำดีมากขึ้น เป็นผลให้การย่อยอาหารดีขึ้น
                         ยังพบว่า เคอร์คิวมิน, p-coumaaroyl feruloyl methane
                         และ di-p-coumaroyl methaneมีฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบเนื่องจากสารพิษด้วย
                         จะเห็นว่าฤทธิ์ในการรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องของขมิ้นชัน
                         เกิดจากสารสำคัญหลายชนิด
 

46.ขมิ้นอ้อย

 

        ชื่อวิทย์  Cureuma  zedoaria  Rose

        ชื่อวงศ์  ZINGIBERACEAE

        ชื่ออื่น   ขมิ้นเจดีย์ ว่านเหลือง ขมิ้นหัวขึ้น
 
       สรรพคุณ

                  แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว สมานลำไส้ แก้ระดูขาว ขับปัสสาวะ
                  ตำพอกแก้ฟกบวม แก้ อักเสบ แก้พิษโลหิต แก้ลม
                  รักษามะเร็งปากมด ลูก มะเร็งในรังไข่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ
                  มะเร็ง ต่อมไธรอยด์ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก
                  แก้เลือดคั่ง เลือดลมไหลเวียน ไม่สะดวก รักษาระดูมาไม่ปกติ
                  เหง้าสดตำผสม การบูรเล็กน้อย ดองน้ำฝนกลางหาว
                  รินเอาน้ำ หยอดตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว ตาพิการ

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

47.พลูคาว

 

 

“พลูคาว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb
 เป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นที่พบมากในแถบภาคเหนือของไทย
และยังพบในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย เรื่อยมาจนถึงจีน
เวียดนาม ลาว เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู
ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะ มีร่มเงาเล็กน้อยและสภาพอากาศเย็น
โดยจะมีลักษณะแตกต่างจากพลู คือ ที่ใต้ใบของพลูคาวจะ มีสีแดงอ่อนไปจนถึงสีแดงเข้ม
ชาวบ้านในเขตภาคเหนือจะเรียกว่า “ผักคาวตอง”
เนื่องจากต้นและใบจะมีกลิ่นคาวรุนแรงคล้ายคาวปลา
ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำใบมาเป็นผักเคียงใช้บริโภคสดกับอาหารประเภทลาบหรือหลู้
ส่วนจีนจะใช้พลูคาวในตำรับยาหลักนับเป็นสมุนไพรชั้นสูง
จากข้อสังเกตว่า จำนวนประชากรในภาคเหนือเป็น“โรคมะเร็ง”ค่อนข้างน้อย
เนื่องจากบริโภคพลูคาวเป็นประจำ และหมอแผนโบราณเคยใช้พลูคาว
มารักษาผู้ป่วยริดสีดวงทวาร ทำให้หายเจ็บปวดโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด
ขณะเดียวกันคณะนักวิจัยยังได้ทราบข้อเท็จจริงว่า สีแดงที่อยู่ใต้ใบพลูคาว
เป็นตัวชี้วัดว่ามีเภสัชสาร ซึ่งเป็นสารเฮลตีแบคทีเรีย มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสสายพันธุ์หนึ่ง
ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์ให้ทำงานได้ดีขึ้น
ทั้งยังสามารถไปยับยั้งการเจริญเติบโตและต้านทานเนื้องอก (Anti-tumor)
และช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้ค่อนข้างดี


 

48.ลูกยอ

 

 

Morinda citrifolia Linn. Rubiaceae.
ชื่อสามัญ
INDIAN MULBERRY

ส่วนที่ใช้เป็นยา
ผลโตเต็มที่ มีรสขมเล็กน้อย เอียน
ขนาดและวิธีใช้ ใช้ผลดิบ หรือห่ามฝานเป็นชิ้นบาง ๆ
ย่าง หรือคั่วไฟอ่อน ๆ ให้เหลือง ใช้ครั้งละ 2 กำมือ
น้ำหนักประมาณ 10 - 15 กรัม ต้มหรือชงน้ำดื่มจิบ
แต่น้ำบ่อย ๆ ขณะที่มีอาการ ถ้าดื่มครั้งละมาก ๆ
จะทำให้อาเจียน

สรรพคุณ
ใช้บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน การที่ผลโตเต็มที่แต่ยังไม่สุกของยอ ช่วยบรรเทาอาการ
คลื่นไส้อาเจียนได้ เพราะมีสาร ASPERULOSIDE ซึ่งออกฤทธิ์ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน 


 49.ว่านชักมดลูก


       ว่านชักมดลูก (Wan-chak-mot-luk)

       ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma xanthorrhiza Roxb.

       วงศ์   ZINGIBERACEAE

       ถิ่นกำเนิด มาเลเซีย 

       รูปลักษณะ ไม้ล้มลุก  ลงหัวจำพวกว่าน  ใบสีเขียวคล้ายใบพุทธรักษา 
                       กลางใบสีแดง  ลงหัวในฤดูฝน  หัวกลมโต  เนื้อในสี
                       เหลืองอ่อน

       สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา 
                    เหง้า – เป็นยาบีบมดลูก  ทำให้มดลูกเข้าอู่  ทำให้ประจำ
                    เดือนมาตามปกติ  รักษาอาการอาหารไม่ย่อย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

50.ว่านมหาเมฆ

 

        ว่านมหาเมฆ  (Wan-ma-ha-mek)

        ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma aeruginosa Roxb.

        วงศ์   ZINGIBERACEAE,
 
        ถิ่นกำเนิด อินเดีย  พม่า  ไทย  อินโดนีเซีย

       รูปลักษณะ 

                   ลักษณะ ไม้ล้มลุกใบสีเขียวโตขนาดใบพุทธรักษา กลางใบสีแดงเป็นเส้น 
                   เป็นไม้เจริญหัวใน ฤดูฝน เนื้อในหัวเป็นสีม่วงแก่แกมสีฟ้า
                   หัวนี้ถ้าทิ้งไว้หลายๆ ปี จะกลายจากสีม่วงเป็นสีเหลือง 
                   ไม้นี้ จะโทรมในฤดูหนาว


       สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
 
                  เหง้า – ใช้เป็นยาบีบมดลูก  ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
                  มดลูกคลายความอักเสบ  เป็นยาถ่าย

51.สมอไทย


         สมอไทย (Terminalia chebula Retz.)

         วงศ์ ; Combretaceae
                  ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลกลมรีเป็นพูๆสีเขียวปนแดงมีรสฝาด
                  พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง
        
         สรรพคุณทางยา

                 เปลือกต้น รสฝาดเมา ต้มดื่ม บำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลืองเสีย
                 ขับปัสสาวะ ดอกรสฝาดต้มดื่ม แก้บิดผลอ่อน รสเปรี้ยว
                 ถ่ายอุจจาระแก้โลหิตในท้อง แก้น้ำดี แก้เสมหะ 
                 ผลแก่รสฝาดเปรี้ยวขม แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้ลมป่วง
                 แก้พิษร้อนภายใน แก้ลมจุกเสียด ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุ
                 แก้ไอเจ็บคอ ขับน้ำเหลืองเสีย แก้เสมหะเป็นพิษ
                 แก้อาเจียน บำรุงร่างกาย ดองกับน้ำมูตรโค
                 ดื่มแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ แก้อ่อนเพลีย
                 บดเป็นผงโรยแผลเรื้อรัง เนื้อผล รสฝาดเปรี้ยว
                 แก้บิด แก้ท้องผูก แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โรคเกี่ยวกับน้ำดี
                 แก้โรคท้องมาน แก้ตับม้ามโต แก้อาเจียน
                 แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง
 

 

52.เห็ดหลินจือ

 

        ชื่อวิทยาศาสตร์     :     Ganoderma lucidum

        ชื่อสามัญ             :     เห็ดหลินจือ

        ลักษณะโดยทั่วไป
  :     หมวกเห็ดจะมีรูปทรงคล้ายไต หรือพัด ผิวด้านบนเรียบมัน
                                        คล้ายไม้ที่ลงน้ำยาชักเงา มีร่องเป็นลอนโค้งมน
                                        สีน้ำตาลหรือสีเหลือง ขนาด 30-150 มิลลิเมตร
                                        หนา 30-50มิลลิเมตร ผิวด้านใต้สีครีม
                                        และจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองเมื่อแก่ 
                                        รูกลมมีจำนวน 4-6 รูต่อมิลลิเมตร ลึก 10 มิลลิเมตร
                                        เนื้อเยื่อภายในสีขาวนวลหรือสีเหลืองเข้ม 
                                        มีลักษณะเป็นเส้นใยประสานตัวกันแน่น (fibrous)
                                        สปอร์สีน้ำตาล รูปร่างคล้ายถังเบียร์ (truncate)
                                        มีผนังสองชั้น ผนังชั้นในมีผิวขรุขระ (asperate)
                                        ชั้นนอกเรียบ  สามารถรับประทานได้ 
                                        พบได้ในป่าฝนเขตร้อนตลอดช่วงฤดูฝน


        คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
1. วินิจฉัยโรคได้ (Scanning)
2. กำจัดพิษหรือชำระล้างสิ่งแปลกปลอมที่หมักหมม /สะสม /ตกค้าง
    ที่มีโอกาสทำอันตรายกับ การทำงานของระบบของร่างกายได้
3. ปรับร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลย์ การไหลเวียนของเลือดลมและอุณหภูมิ
4. ปรับสภาพของร่างกายให้มีสุขภาพพลานามัย แข็งแรง
    และกระตุ้นระบบการทำงานให้ปกติ โดยการเพิ่มออกซิเจนแก่อวัยวะต่างๆ
5. สร้างภูมิต้านทานและชลอความแก่
6. เพิ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารอาหารในร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
7. เพิ่มออกซิเจนในเลือด เพื่อให้สมองสดชื่น และป้องกันการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
8. ปรับกระแสไฟฟ้าในร่างกายให้สมดุลย์ ขจัดพลังงานไฟฟ้ารอบๆ เซลล์ส่วนเกิน
    และเปลี่ยนเซลล์ ส่วนเกินให้เป็นปกติ
9. เสริมสร้างระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
10. ปรับค่าความเป็นกรดของเลือดให้สมดุลย์
11. ควบคุมความทรุดโทรมของเหยื่อเซลล์และอวัยวะอื่นๆ ภายในร่างกาย
12. สามารถปรับระดับน้ำตาลในเลือดและปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน
13. บำรุงสมอง
 

53.เรื่องมะรุม  

มีผู้หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา  ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง  เม็ดเลือดขาวกินเม็ดเลือดแดง  (รูคีเนีย) และปอดมีปัญหาอักเสบ  ไปหาหมอ หมอก็รักษาที่ละโรค   พอดีปวดฟันไปถอนฟัน หมอให้กินยาเพนนิสลิน  ดันแพ้ยาอย่างรุนแรง   จนเกิดอาการบวมและลามไปที่ไต่เกิดปัญหา   หมอต้องเริ่มรักษาใหม่ของแต่ละโรคเพราะว่ายาที่รักษาแต่ละโรค  จะมีเพนนิสลินเป็นส่วนประกอบ และหมอก็ให้เค้าเตรียมทำใจ

พอดีเพื่อนที่ทำงานด้วยกันเป็นชาวพม่า   แม่ป่วยเป็นมะเร็ง เค้าต้องการหายารักษาโรค   ด้วยความหวังดีเค้ามาหาข้อมูลใน internet ให้เพื่อน  และรู้ว่ามะรุมมี  คุณลักษณะในการช่วย  เค้าเลยหาต้นมะรุม   ในสหรัฐมีคนที่ปลูกมะรุมในบ้านอยู่บ้าง   ซึ่งแต่ละบ้านงกมากและไม่ยอมให้   เพราะที่สหรัฐเค้ากินกันถือว่าบ้านไหนมีต้นมะรุมเสมือนมีโรงพยาบาลที่บ้าน   

ดังนั้น  เค้าเริ่มปลูกต้นมะรุน  และกินใบสดที่ใบไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป   หรือไม่จะเก็บใบสดมาตากแห้ง (ต้องมีผ้าขาวบางคลุมเพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำไป)  บดให้ละเอียดใส่แค็บซูนกินทุกเช้า
มะรุมไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานานนอกจากจะรับประทานอร่อยแล้ว  ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆได้ถึง300ชนิด   องค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้น
คว้าและวิจัยอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นในเด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเดิบโตในประเทศด้อยพัฒนาเช่นกลุ่มประเทศในอาฟริกาตอนใต้และประเทศอินเดีย  กลุ่มองค์การกุศลมากมายได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้  รวมทั้งประเทศไทย   กลุ่มนักศึกษาแพทย์จำนวน25ท่านจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้ทำการทดลองวิจัยในการที่จะนำมารักษาผู้ป่วยด้วย
          
โรคงูสวัสดิ์แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆเช่นอังกฤษ,เยอรมัน,รัสเซีย,ญี่ปุ่น,จีน,ก็หันมาให้ความสนใจและทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง  เบาหวาน โรคเอดส์ และอีกมากมาย
ประโยชน์คร่าวๆ  จากวารสารค้นคว้าที่พอจะอ้างอิงได้มีดังต่อไปนี้คือ
1.    
ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด ถึง 10 ขวบ  และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ  และตาบอด ได้เป็นอย่างดี
2.  
ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้  ทำให้สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้รักษาด้วย
3.    
รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4.  
ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายถ้าแม้ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV  นอกจากนี้ยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ3 ครั้ง
5.  
ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้และสามารถมีชิวิตอยู่อย่างคนทั่วไปได้ในสังคมการรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศอาฟริกา  แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังอยู่ในภาวะทดลอง
6.  
ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งแต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น  ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบันหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี  การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7. 
ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊า โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก  โรครูมาติซั่ม
8. 
รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น  โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ  เป็นต้นถ้ารับประทานสม่ำเสมอ  จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9. 
รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้  เป็นต้น
10. 
รักษาปอดให้แข็งแรง  รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ


          
นอกจากนี้ต้นมะรุมยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายซึ่งไม่สามารถที่จะนำมาอ้างอิงได้หมดในที่นี้   หากสนใจท่านสามารถหาอ่านได้จากเอกสารอ้างอิงกำกับท้ายเอกสารฉบับนี้
วิธีใช้     
ใบสด    ควรรับประทานใบสดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไปนัก  เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่
เด็กแรกเกิด -1  ปี  คั้นน้ำจากใบเพียง 1  หยด ผสมกับนมให้ดื่มเพียง 1 หยด ต่อ  1-2 วัน  ใบมะรุมนี้มีธาตุเหล็กสูงมาก  ฉะนั้นทารกในวัยเจริญเติบโต - 2 ขวบ  จึงไม่ควรทานมาก
เด็กที่เริ่มทานอาหารได้ถึง3-4 ขวบ   ควรทานวันละไม่เกิน  2 ใบ  เพิ่มจำนวนขึ้นทีละใบตามอายุ จนถึง 10 ขวบ
เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่   รับประทานวันละ 1 กิ่ง   จะทานสดหรือประกอบอาหารก็ได้  ถ้าจะให้ได้ผลรวดเร็ว ควรคั้นน้ำดื่มประมาณวันละ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ หรือ 1 ช้อนชาสำหรับเด็ก
          
การรับประทานสุกควรลวกแต่พอควรเพราะการถูกความร้อนนานเกินไปจะทำให้สารอาหารหลายชนิดเสื่อมคุณภาพลงไปมาก   ถ้าสามารถรับประทานสดได้จะดีมาก ใช้ทำสลัดรวมกับผักสด  หรือวางบนแซนวิช


ผล   รับประทานได้ทั้งฝักอ่อนและฝักแก่พอสมควรฝักแก่จะใช้ลำบากเพราะต้องปอกเปลือกเช่นใช้แกงส้มหรือขูดเอาแต่เนื้อใน  มาทำแกงกะหรี่    ฝักอ่อนขนาดถั่วฝักยาวสามารถนำมาทำอาหารได้มากมายหลายชนิด อาทิ  เช่น  แกงส้มฝักมะรุม  ฝักมะรุมอ่อนผัดน้ำมันหอย  ยำฝักมะรุมอ่อน(เหมือนยำถั่วพลู)
สลัดสดใบมะรุมผักรวม ทอดมันปลากับฝักมะรุมอ่อน  แกงเลียงฝักมะรุมอ่อนและใบมะรุม
แกงเผ็ดฝักมะรุมอ่อน ไข่ยัดไส้ใบมะรุมหมูสับ  ดอกมะรุมชุบไข่ทอด
ผัดพริกขิงฝักมะรุมอ่อน ผัดจืดฝักมะรุมอ่อนใส่ไข่และกุ้ง ผัดเผ็ดฝักมะรุมอ่อนยอดพริกไทยกับไก่
ฝักมะรุมอ่อนผัดขี้เมา ไก่อบฝักมะรุมอ่อน   ยอด ดอก  และฝักมะรุมอ่อนจิ้มน้ำพริก
ต้มจืดหมูสับใบมะรุมอ่อน ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดสดต่างๆ ราดหน้าฝักและใบมะรุมอ่อนไก่/หมู
แกงจืดใบมะรุมอ่อนเต้าหู้ ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดหูหนู จีน แกงจืดวุ้นเส้นใบมะรุมอ่อนใส่เห็ดสด 
แกงเขียวหวานหรือแกงแดงฝักมะรุมอ่อน(จะใส่เนื้อ หรือไก่ก็ได้ตามแต่ชอบ)
ยอด ดอก  และฝักมะรุมอ่อนชุบแป้งเทมปุระทอด    เหล่านี้เป็นต้น


เมล็ด    สามารถนำเมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันเพื่อใช้ประโยชน์ได้มากมายเช่นใช้ทำอาหารได้  รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า  รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง  แก้ผิวแห้ง  ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น  รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา
เปลือกจากลำต้น  นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ผ้าห่อทำเป็นลูกประคบนึ่งให้ร้อนนำมาใช้ประคบ  แก้โรคปวดหลัง  ปวดตามข้อได้เป็นอย่างดี        *  ร้านขายยาจีนนำมาใช้เข้าเครื่องยาจีนรักษาโรคหลายประเภท*
กากของเมล็ดกากที่เหลือจากการทำน้ำมันสามารถนำมาใช้ในการกรองหรือทำน้ำให้บริสุทธิ์


ดอก    ใช้ต้มทำน้ำชาใช้ดื่มช่วยให้นอนหลับสบาย


ใบตากแห้ง  สามารถนำใบมาตากแห้งโดยการตากในที่ร่มอย่าให้โดนแดดเมื่อแห้งสนิทดีแล้วนำมาป่นเป็นผงบรรจุในหลอดแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การพกพาในกรณีที่เดินทางและหาใบสดไม่ได้ใช้ทำเป็นน้ำชาไว้ดื่มได้ตลอดวันแต่ใบแห้งจะขาดไวตามินซีและไวตามินบีตลอลีนและแร่ธาตุบางจำพวกที่สูญหายในระหว่างการทำให้แห้งควรเก็บผงมะรุมไว้ในที่มืดเช่นขวดพลาสติกชนิดทึบเพื่อกั นการเสื่อมคุณภาพแต่คุณสมบัติอื่นๆ  ยังคงเดิมเนื่องจากมะรุมเป็นพืชสมุนไพรกลางบ้านดังนั้นการให้ผลย่อมช้ากว่ายาแผนสมัยใหม่การที่จะใช้ให้ได้ผลอย่างจริงจังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า3เดือนและต้องใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลเป็นที่น่าพอใจร่างกายจะแข็งแรงอยู่เสมอคนธรรมดาที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคก็สามารถใช้ได้เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อต่างๆ  สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายเป็นอย่างดียิ่ง


เอกสารอ้างอิง:
Nature's Medicine Cabinet by Sanford  Holst
The Miracle Tree by Lowell Fuglie
LA times March 27th 2000  article wrote by Mark Fritz.
WWW.PUBMED.GOV.  (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003,  Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany,  Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University,  Bangkok 10330, Thailand. Corresponding author. Tel.: +66-2-218-8378; fax  +66-2-254-5195)

'
มะรุม'  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ  กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ  ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ

ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย  ทางอีสานเรียก "ผักอีฮุม  หรือผักอีฮึม" ภาคเหนือเรียก "มะค้อมก้อน" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก"กาแน้งเดิง" ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น

มะรุมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าMoringa oleifera Lam.  วงศ์  Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย

มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง  3-4 เมตร  ทรงต้นโปร่ง ใบเป็นแบบขนนกคล้ายกับใยมะขามออกเรียงแบบสลับ  ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ดอกออกเป็นช่อสีขาว ดอกมี 5 กลีบ

ฝักมีความยาว 20-50 เซนติเมตร  ลักษณะเหมือนไม้ตีกลอง เป็นที่มาของชื่อต้นไม้ตีกลองในภาษาอังกฤษ  (Drumstick Tree) เปลือกฝักอ่อนสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมนเป็นระยะตามความยาวของฝัก  เปลือกฝักแก่มีสีน้ำตาล เมล็ดมีเยื่อหุ้มลักษณะกลมมีสีน้ำตาล  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร  เมล็ดแก่สามารถบีบน้ำมันออกมากินได้

มะรุมเป็นพืชที่ปลูกง่าย  เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ  การปลูกการดูแลรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน  เกษตรกรจึงมักนิยมปลูกมะรุมไว้ริมรั้วบ้านหรือหลังบ้าน 1-5 ต้น  เพื่อให้เป็นผักคู่บ้านคู่ครัวแบบพอเพียงที่ไม่ต้องซื้อหา

คนไทยทุกภาคนิยมนำฝักมะรุมไปทำแกงส้ม  ด้วยการปอกเปลือกหั่นฝักมะรุมเป็นชิ้นยาวพอคำ  ถือว่าเป็นผักที่ทำแกงส้มคู่กับปลาช่อนอร่อยที่สุด  จะต่างกันก็ในรายละเอียดของแกงตามแบบอย่างของแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น  แม้แต่ทางใต้ก็นิยมนำมะรุมมาทำแกงส้มปลาช่อน  โดยจะใช้ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวปลาและเพิ่มสีสันของน้ำแกง  ปรุงรสเปรี้ยวด้วยการใส่ส้มแขกแทนน้ำมะขาม  และหั่นปลาช่อนเป็นแว่นใหญ่ไม่โขลกเนื้อปลากับเครื่องแกง

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม  หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล  คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน  ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก  และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง  กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน  ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ  ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง  หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้  ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร  เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง  "ผงนัว" กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ  ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

 

คุณค่าทางอาหารของมะรุม

มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์  มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค  

ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด  2 เท่า  การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน  

นอกจากนี้  มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต  3 เท่า  

วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม  

แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด  

โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย  

ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย  

น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุมมีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง  

 

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก  หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร  และช่วยระบายกาก

ประเทศอินเดีย  หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก  แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม(ภาษาฟิลิปปินส์  เรียก "มาลังเก") เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย  


ชะลอความแก่

กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่  เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้  คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน  (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก  (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ  และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ  การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

 

ฆ่าจุลินทรีย์

สานเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี  พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ  สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู

ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารHelicobactor pylori  กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว  

 
การป้องกันมะเร็ง

สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน  (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้  

การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง  โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม

 
ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล

จากการทดลอง 120 วัน  ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก  

ใบมะรุม 100 กรัม  

(
คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)

พลังงาน           26 แคลอรี

โปรตีน             6.7 กรัม (2 เท่าของนม)  

ไขมัน               0.1 กรัม

ใยอาหาร           4.8 กรัม

คาร์โบไฮเดรต    3.7 กรัม

วิตามินเอ           6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)  

วิตามินซี           220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)  

แคโรทีน           110 ไมโครกรัม

แคลเซียม        440  มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)  

ฟอสฟอรัส        110  มิลลิกรัม

เหล็ก               0.18 มิลลิกรัม

แมกนีเซียม      28 มิลลิกรัม

โพแทสเซียม      259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)

พบว่าทั้งกลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด  ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL  ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index  ต่ำลงทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ  หัวใจ และท่อเลือดแดง (เอออร์ตา)

กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด  

กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น  ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย

ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม  การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม  นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง

สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง  

 

ฤทธิ์ป้องกันตับ

งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลองเกิดความเสียหายโดยยาไรแฟมไพซิน  พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤืธิ์ป้องกันตับ  โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรสอะลานีนทรานมิโนทรานสเฟอเรส  อัลคาไลน์ฟอสฟาเทสและบิลิรูบินในเลือด  และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ  โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน  (silymarin กลุ่มควบคุมบวก)  มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตัวจากยาเหล่านี้

ผลิตภัณฑ์มะรุมของต่างประเทศจะอ้างฤทธิ์รักษามากมายทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แค่ฤทธิ์ที่พิสูจน์ได้นี้ก็คงเพียงพอแล้วที่คุณจะเพิ่มใบหรือฝักมะรุมในรายการอาหารของคุณมื้อกลางวันนี้

 

 

 

 

7 best anti-cancer foods
Researchers have suggested that 35 per cent of cancer cases might be prevented if people simply altered their diets. Here is what you should be eating. -myb

Fri, Nov 12, 2010
Mind Your Body, The Straits Times
By Shefali Srinivas
What you eat or do not eat can protect you against cancer.
According to the British Medical Journal, diet is one of the most important lifestyle factors and has been estimated to account for up to 80 per cent of cancers of the large bowel, breast and prostate.
Researchers have suggested that 35 out of every 100 cancer cases might be prevented if people simply altered their diets.
While studying the effect of diets on cancer is a complicated process, a large-scale study has been doing just that since 1992.
The European Prospective Investigation into Cancer (EPIC) will be producing reports on diets and cancer over the next two decades.
Here's evidence to support the idea that eating your fruits and vegetables may be a good form of health insurance: 
Red onions
With their sweet flavour and rich colour, red onions can be eaten raw or cooked. They are rich in quercetin - a plant pigment that belongs to a class of compounds called bioflavonoids.
Quercetin is a powerful antioxidant (which protects against cell damage from free radicals) and antihistamine (which is given to reduce allergies).
And research shows it may also prevent cancer, especially of the prostate.
A combination of quercetin along with curcumin - the pigment in turmeric - has been shown to reduce the number of pre-cancerous growths in the intestinal tracts of people prone to such growths. Apples and spinach are also good sources of quercetin.
 
 
Chilli peppers
They do not merely spice up food. The peppery hot stuff can induce cancer cells to commit suicide - a process scientists call aptosis or cell death. Normal cells are programmed to self-destruct while cancer cells are not.
Researchers in California reported in March that capsaicin, the stuff that gives chilli peppers their zing, can shrink prostate cancer cells. The hot pepper component also reduced cancer cell production of PSA, a protein that is often produced in high quantities by prostate tumours.
Jalapenos and other chilli peppers are good sources of capsaicin, proof that healthy food need not be bland. 
Carrots
A carrot a day could keep the doctor away. Carrots derive their rich colour from beta carotene, which belongs to a class of compounds called carotenoids. They give fruit and vegetables their colours and are powerful antioxidants.
Diets high in fruit and vegetables that are rich in beta carotene have been shown to potentially reduce the incidence of cancers.
It is best to consume naturally occurring carotenoids from foods rather than supplements.
 
Cruciferous vegetables
Your grandmother was right: Eat your cruciferous veggies. Studies associate these vegetables with lower risk of lung and colorectal cancer.
This is because they contain a variety of nutrients and phytochemicals that may work synergistically to stave off cancer.
Good examples are broccoli, brussels sprouts, cabbage, cauliflower, collard greens, kale, kohlrabi, mustard, arugula, horse radish, wasabi and watercress.
 
Berries
Research shows that berries are among the fruit highest in antioxidants and that they are excellent sources of phytochemicals that aid in blocking the growth of cancer cells. Many berries get their rich red colour from anthocyanins - a kind of phytochemical. In laboratory studies, anthocyanins have been shown to inhibit growth of lung, colon and leukaemia cancer cells without affecting growth of healthy cells.
They are also very good sources of vitamin C, so starting your day with a handful of juicy berries could be a good insurance policy against cancer.
 
Garlic
Apart from imparting a rich flavour to almost anything on your plate, garlic contains allyl sulfur and other compounds that slow or prevent the growth of tumour cells. Peeling garlic and processing garlic into oil or powder - rather than cooking it immediately after peeling - can increase the number and variety of active compounds.
Researchers also suggest waiting for at least 15 minutes after you peel garlic before you cook it.
According to the National Cancer Institute in the United States, 28 out of 37 studies with allyl sulfur compounds showed that they had some cancer preventive effect. The evidence is particularly strong for a link between garlic and prevention of prostate and stomach cancers. 
Turmeric

Used extensively in Asian cooking, turmeric is known for its anti- inflammatory properties. Its brilliant yellow hue comes from curcumin - a phytochemical that is being studied for its anti-cancer effects as well.
According to University of Chicago scientists, curcumin inhibits a bacterium called H. Pylori which is associated with gastric and colon cancer.
The fresh turmeric root and its dried and powdered form are an integral part of South Asian cooking and studies show that levels of colorectal cancer are low in India and Sri Lanka.
Various studies have reported that curcumin reduces the number and size of existing tumours, and decreases the incidence of new tumour formation.
 
This article was first published in Mind Your Body, The Straits Times.
 
              
                                 
                






Copyright © 2010 All Rights Reserved.
สิ่งแวดล้อม อากาศ อาหาร น้ำ สังคม อารมณ์ เศรษฐกิจ ไร้มลพิษ ชีวิตรื่นรมณ์ อุดมคุณภาพชีวิต กลุ่มบริษัทโมเดอร์น เอ็นไวรอนเม็นตัล ( ยูโรเอ็นเทค/แอคทีฟซายน์/AXT/PAC/บุญโอบ) admin@modernbis.com/ T: 02-7062923 /Cell: 0816295275